เรียนต่อต่างประเทศ ดียังไง กับ S&K International Education

การเรียนต่อต่างประเทศ เป็นหนึ่งในความฝันของใครหลายๆ คน ทั้งคนที่อยากออกไปศึกษาหาความรู้ เพิ่มทักษะทางด้านภาษา และโอกาสในการทำงาน ให้กว้างมากขึ้น หรือบางคนก็อาจจะมองหา ประสบการณ์ในต่างประเทศ เปิดประสบการณ์ใหม่ๆ ได้ใช้ชีวิตในต่างแดน และที่ S&K International Education เราเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการศึกษาต่อต่างประเทศที่พร้อมดูแลคุณในทุกขั้นตอน ด้วยประสบการณ์มากกว่า 20 ปี เราเข้าใจดีว่า การไปเรียนต่อต่างประเทศ ไม่ใช่แค่การไปเรียน แต่คือ การวางแผนอนาคต และเป็นการเปิดประตูสู่โอกาสที่ไร้ขีดจำกัด เราจะพาทุกคนไปดูกันว่าข้อดีการเรียนต่อต่างประเทศมีอะไรบ้าง และสำหรับใครที่สนใจ อยากไปเรียนต่อ แต่ยังไม่รู้ว่าจะไปประเทศไหนดี เราก็มีประเทศยอดฮิตของการเรียนต่อต่างประเทศมาแนะนำให้ทุกคนได้ดูกัน

parallax background

ไปเรียน เมืองนอก

ไปไม่ยาก ไปกับเรา

ข้อดีการเรียนต่อต่างประเทศ

1. เปิดโอกาส ได้ซึมซับวัฒนธรรมใหม่ๆ

การไปเรียนต่อต่างประเทศ จะทำให้เราได้พบเจอกับสิ่งใหม่ๆ ในมุมที่แตกต่าง ไม่ว่าจะเป็นวัฒนธรรม การใช้ชีวิต วิธีการสื่อสารที่อาจจะไม่เหมือนประเทศไทย รวมถึงอาหารการกินที่มอบรสชาติแปลกใหม่ที่เราไม่เคยสัมผัสมาก่อน รวมถึงศิลปะ สถาปัตยกรรมที่แตกต่างไปจากบ้านเรา การได้ไปเปิดโอกาสพบเจอกับสิ่งใหม่ๆ เหล่านี้ก็จะช่วยเสริมสร้างประสบการณ์และเปิดโลกของเราให้กว้างขึ้นด้วย

2. เรียนไปด้วย เที่ยวไปด้วย ทำงานไปด้วย

การเรียนต่อต่างประเทศ ไม่ได้หมายความว่า เราจะต้องไปเรียนหนังสือตลอดทั้งวัน เพราะในช่วงเวลาว่าง เราสามารถหาโอกาสไปเที่ยวตามสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ ในประเทศที่เราไป ไม่ว่าจะเป็น สถานที่แลนด์มาร์กที่มีชื่อเสียง หรือจะออกไปเยี่ยมชมธรรมชาติ ท่องเที่ยวตามหมู่บ้าน และสถานที่ต่างๆ ก็จะช่วยเปิดประสบการณ์นอกห้องเรียนของเราได้ดีไม่น้อย หรือสำหรับใครที่มีวีซ่าที่อนุญาตให้สามารถทำงานได้ ก็ถือว่าเป็นโอกาสที่ดี ในการหาประสบการณ์การทำงานจริงนอกห้องเรียน อีกทั้งยังเป็นรายได้เสริมระหว่างเรียนไปด้วย

3. ได้เรียนรู้ภาษาอื่นๆ เพิ่มเติม

อีกหนึ่งข้อดีการเรียนต่อต่างประเทศ นอกจากเรื่องการศึกษาความรู้เพิ่มเติม ก็คือโอกาสที่จะทำให้เราได้ฝึกการใช้ภาษาที่สอง หรือแม้กระทั่งภาษาที่สาม เพราะแน่นอนว่าการไปต่างประเทศ ต้องพูดคุยสื่อสารผ่านภาษากลางอย่างภาษาอังกฤษ หรือภาษาท้องถิ่นของในประเทศนั้นๆ ใครที่อยากจะฝึกพูดภาษาอังกฤษ หรือภาษาที่สามอย่างเช่นภาษาจีนละก็ การออกไปเรียนต่อต่างประเทศ ก็ถือว่าเป็นโอกาสที่ดีในการฝึกภาษากับเจ้าของภาษาตัวจริง เรียนจบมาได้ทั้งความรู้ แถมพูดภาษาอื่นได้เป็นของแถมด้วย

4. ได้เจอเพื่อนใหม่ๆ จากทั่วทุกมุมโลก

ในการเรียนต่างประเทศ คุณอาจจะต้องห่างไกลจากเพื่อนและครอบครัวที่ประเทศไทย แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าคุณจะตัวคนเดียวในต่างแดน เพราะคุณก็อาจจะไม่ใช่นักเรียนใหม่คนเดียวในห้องก็ได้ ลองหาโอกาสพูดคุยกับเพื่อนๆ ในชั้นเรียนเดียวกัน หรือพบเจอเพื่อนใหม่ๆ ในสถานที่ต่างๆ สร้างมิตรภาพเครือข่ายเพื่อนในต่างแดนที่ดี และเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ที่ต่างคนต่างไม่เคยรู้มาก่อนไปพร้อมๆ กัน รับรองว่าคุณจะสนุก จนลืมความคิดถึงบ้านไปได้เลย

ไปเรียนต่อต่างประเทศ ที่ไหนดี

เรียนต่อออสเตรเลีย (Australia)

การไปเรียนต่อออสเตรเลีย ถือว่าเป็นอีกหนึ่งตัวเลือกยอดฮิตที่หลายๆ คนนึกถึงในการเรียนต่อต่างประเทศ เพราะนอกจากจะเป็นประเทศที่ใช้ภาษาอังกฤษเป็นหลัก และเหมาะกับการเรียนต่อในทุกระดับ ไปจนถึงการเรียนต่อสายอาชีพต่างประเทศแล้ว ออสเตรเลียยังเป็นประเทศที่มีเมืองใหญ่หลายๆ แห่ง ให้เราได้มีโอกาสได้พบเจอเพื่อนๆ จากหลากหลายเชื้อชาติ หรือถ้าโชคดีอาจจะบังเอิญได้เจอกับคนไทยที่มาเรียนต่างประเทศด้วยกันก็ได้

เรามาทำความเข้าใจระบบการศึกษาของออสเตรเลีย กันแบบคร่าวๆ เพื่อเป็นข้อมูลในการตัดสินใจก่อนมาเรียนต่อออสเตรเลียกันดีกว่า

ระบบการศึกษาของประเทศออสเตรเลีย (Australia’s Education System)

การศึกษาของประเทศออสเตรเลียจะแบ่งออกเป็น 5 ระดับด้วยกัน ได้แก่

1. ระดับอนุบาล (Early Childhood Education)

อยู่ในช่วงอายุ 3-5 ปี จะเป็นการศึกษาแบบไม่บังคับ แต่พ่อแม่ส่วนใหญ่จะส่งน้องๆ เข้าเรียน เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมทางด้านการเรียนรู้ ทั้งทางร่างกาย สติปัญญา และการเข้าสังคม
2. ระดับประถมศึกษา (Primary Education)
อยู่ในช่วงอายุ 6-12 ปี เป็นการศึกษาภาคบังคับ 6 ปี และเรียนวิชาหลากหลายใกล้เคียงกับการศึกษาในไทย เพื่อเตรียมความพัฒนาความรู้ และทักษะ ทั้งด้านความคิดสร้างสรรค์ และวิชาการ ให้พร้อมเพื่อศึกษาต่อในระดับต่อไป
3. ระดับมัธยมศึกษา (Secondary Education)

อยู่ในช่วงอายุ 13 - 18 ปี และแบ่งเป็น 2 ช่วงหลักสูตร ได้แก่
  • มัธยมศึกษาตอนต้น (Junior Secondary) ต่อจากระดับประถมศึกษา เป็นชั้นปีที่ 7-10 (Year 7-10) เมื่อจนการศึกษาขั้นนี้แล้ว นักเรียนสามารถเข้าทำงานหรือฝึกงานในอุตสาหกรรมต่างๆ หรือศึกษาต่อหลักสูตรขั้นต่อไปได้
  • มัธยมศึกษาตอนปลาย (Senior Secondary): ชั้นปีที่ 11 และ 12 (Year 11-12) เป็นการศึกษาเพื่อเตรียมความพร้อมก่อนเข้าศึกษาต่อในระดับมหาวิทยาลัย โดยนักเรียนสามารถเลือก เรียนวิชาหลัก และวิชาเลือกที่สัมพันธ์กับสาขาวิชาที่สนใจ เพื่อเตรียมความพร้อมต่อเนื่องในระดับอุดมศึกษาต่อไป
4. ระดับอาชีวศึกษา (Vocational Education)

หลังจากเรียนจบระดับมัธยมศึกษาตอนต้น (Year 10) นักเรียนสามารถเลือกศึกษาในระดับสายอาชีพ หรืออาชีวะ ที่เน้นการฝึกอบรมเพื่อการทำงานภาคปฏิบัติ สำหรับประกอบอาชีพนั้นๆ โดยเฉพาะ อาทิเช่น ด้านการโรงแรม บริการ การทำอาหาร การพยาบาล การเลี้ยงเด็ก การดูแลคนชรา และรวมถึง งานช่างไฟ ช่างประปา ช่างไม้ ต่างๆ โดยแต่ละหลักสูตรจะมีระยะเวลา ตั้งแต่ 6 เดือนขึ้นไป
5. ระดับอุดมศึกษา (Higher Education): หลักๆ แบ่งเป็น 2 หลักสูตร ได้แก่

  • Undergraduate จะครอบคลุมตั้งแต่
    • ระดับอนุปริญญา (Associate Diploma) เป็นหลักสูตรที่เสริมทักษะความรู้ เพื่อเข้าเรียนต่อในระดับปริญญาตรีได้
    • ระดับปริญญาตรี (ฺBachelor’s Degree) โดยทั่วไปใช้ระยะเวลา 3 ปี และกรณีเรียนในระดับเกียรตินิยม หรือที่เรียกว่า Honours จะใช้เวลารวม 4 ปี
  • Postgraduate Courses จะครอบคลุมตั้งแต่
    • ระดับประกาศนียบัตร (Graduate Diploma) ระยะเวลาทั่วไป 1-2 ปี เป็นหลักสูตรสำหรับต่อยอดความรู้จากระดับปริญญาตรี สามารถใช้ในการยื่นเข้าเรียนในระดับปริญญาโทต่อได้
    • ระดับปริญญาโท (Master’s Degree) ระยะเวลาทั่วไป 1-2 ปี และหลักสูตรจะมีหลากหลายให้เลือก เช่น เน้นการเรียนการปฏิบัติและการทำวิทยานิพนธ์ (Coursework), หรือเน้นการวิจัย (Research or Thesis) และแบบผสมผสานทั้งสองแบบ
    • ระดับปริญญาเอก (Doctorate, PhD) ระยะเวลาโดยมากจะเป็น 3 ปีขึ้นไป โดยหลักสูตรระดับปริญญาเอกของออสเตรเลีย จะเน้นไปที่โครงงานวิจัยเป็นหลัก

เรียนต่อนิวซีแลนด์ (New Zealand)

การไปเรียนต่อนิวซีแลนด์ ก็เป็นอีกตัวเลือกสำหรับคนที่อยากจะเรียนต่อต่างประเทศ และเที่ยวไปพร้อมๆ กัน เพราะนิวซีแลนด์เป็นประเทศที่แวดล้อมไปด้วยภูเขาและทะเล ทำให้เหมาะสำหรับคนที่อยากจะท่องเที่ยว เดินดูธรรมชาติต่างๆ รวมถึงยังมีวัฒนธรรมที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว มีสภาพภูมิอากาศที่ไม่หนาวหรือร้อนจนเกินไป จึงเหมาะกับคนที่อยากเปิดประสบการณ์ หรือหาโอกาสท่องโลกกว้าง
และระบบการศึกษาของนิวซีแลนด์เอง ก็มีรูปแบบที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะ เรามาดูกันแบบคร่าวๆ เพื่อเป็นข้อมูลในการตัดสินใจก่อนมาเรียนต่อที่นิวซีแลนด์กันดีกว่า

ระบบการศึกษาของประเทศนิวซีแลนด์ (New Zealand’s Education System)

การศึกษาของประเทศนิวซีแลนด์จะมีทั้งหมด 4 ระดับ ได้แก่

1. ระดับอนุบาล (Early Childhood Education)

อยู่ในช่วงอายุ 3-5 ปี เป็นการศึกษาแบบไม่บังคับ โดยพ่อแม่ส่วนใหญ่จะพาเด็กๆ มาเข้าเรียนเพื่อเตรียมความพร้อมในด้านต่างๆ ทั้งความรู้ ร่างกาย และจิตใจก่อนเข้าศึกษาต่อในระดับถัดไป
2. ระดับประถมศึกษา (Primary Education)

อยู่ในช่วงอายุ 5-12 ปี (Year 1-8) เน้นศึกษาวิชาทั่วไป เช่น ศิลปะ คณิตศาสตร์ สังคม วิทยาศาสตร์ รวมถึงด้านภาษา ที่จะมีการสอนทั้งภาษาอังกฤษ และภาษาเมารีของชนพื้นเมือง
3. ระดับมัธยมศึกษา (Secondary Education)

อยู่ในช่วงอายุ 13-17 ปี (Year 9-13) เป็นการเรียนเพื่อเตรียมความพร้อมก่อนเข้าศึกษาต่อในระดับถัดไป โดยในช่วง 3 ปีสุดท้าย นักเรียนแต่ละคนจะถูกวัดผล National Certificate of Educational Achievement (NCEA) โดยนับจากผลการเรียนและการสอบของแต่ละวิชา คิดผลเป็นคะแนนเครดิต โดย NCEA จะมีระดับแยกย่อยอีก 3 ระดับตามแต่ละชั้นปี และมีการแจกเกียรติบัตร NCEA หลังเรียนจบในทุก ๆ ปี

โดยนักเรียนจะได้รับเกียรติบัตร NCEA ก็ต่อเมื่อผ่านเกณฑ์ของแต่ระดับ เช่นเครดิตถึงเกณฑ์ในแต่ละวิชา โดยนักเรียนจะสามารถย้อนกลับไปเก็บหน่วยกิตในระดับก่อนๆ ได้จนกว่าจะจบการศึกษา สำหรับนักเรียนที่ต้องการจะเรียนต่อระดับมหาวิทยาลัย จะต้องมีเกียรติบัตรและเครดิต NCEA ผ่านตามเกณฑ์ที่กำหนด จึงจะสามารถเรียนต่อได้
4. ระดับอุดมศึกษา (Higher Education)

อยู่ในช่วงอายุ 18 ปีขึ้นไป โดยหลักสูตรจะแบ่งเป็น 2 รูปแบบ ได้แก่
  • มหาวิทยาลัย (University): มี 3 ระดับ ได้แก่
    • ระดับปริญญาตรี (Bachelor’s Degree): ระยะเวลา 3-4 ปี และนักศึกษาจะได้รับคุณวุฒิเกียรตินิยม (Honour) เพิ่มหากทำวิจัยเพิ่มเติมอีก 1 ปี แต่บางสาขาอาจใช้เวลาเรียนและเกณฑ์การให้เกียรตินิยมแตกต่างไปจากนี้
    • ระดับปริญญาโท (Master’s degree): ระยะเวลา 1 ปี สำหรับนักศึกษาที่มีวุฒิปริญญาตรีเกียรตินิยม หรือ 2 ปี สำหรับนักศึกษาที่ไม่มีเกียรตินิยม และเมื่อเรียนจบก็จะได้คุณวุฒิเกียรตินิยม
    • ระดับปริญญาเอก (Doctorate Degree): ระยะเวลา 3-8 ปีขึ้นไป โดยนักศึกษาที่ต้องการเรียนต่อในระดับนี้ จะต้องจบการศึกษาระดับปริญญาโท หรือหากได้รับเกียรตินิยมในระดับปริญญาตรีมาก่อน ก็สามารถข้ามมาศึกษาต่อที่ระดับนี้ได้เลย
  • ระดับอาชีวศึกษา (Vocational Education): มีระยะเวลาตั้งแต่ 6 เดือนขึ้นไป เป็นหลักสูตรด้านวิชาชีพ เน้นการเรียนรู้ทักษะที่จำเป็นในการทำงาน มีการอบรมวิชาชีพขั้นสูง และการฝึกปฏิบัติจริงของแต่ละสายงาน โดยสายงานที่น่าสนใจนั้น ก็มีตั้งแต่ การโรงแรม งานบริการ การทำอาหารและงานครัว งานพยาบาล การทำงานศิลปะ และช่างฝีมือต่างๆ เป็นต้น

อีกหนึ่งจุดเด่นที่การศึกษานิวซีแลนด์นั้นแตกต่างไปจากประเทศอื่นๆ ก็คือการมีหลักสูตรประจำชาติถึง 2 หลักสูตร ได้แก่

  • หลักสูตรนิวซีแลนด์ (New Zealand Curriculum) เป็นหลักสูตรทั่วไป มีการเรียนการสอนเป็นภาษาอังกฤษเป็นหลัก
  • หลักสูตรตามปรัชญาเมารี (Te Marautanga o Aotearoa) เป็นหลักสูตรที่สร้างตามรากฐานของวัฒนธรรมและค่านิยมเมารี เพื่ออนุรักษ์ภาษาและศิลปวัฒนธรรมของชาวเมารี มีการเรียนการสอนด้วยภาษาเมารี และจะใช้ในสถานศึกษาของชาวเมารีเป็นหลัก

เรียนต่ออังกฤษ (United Kingdom / England)

การไปเรียนต่ออังกฤษ เรียนต่อ UK ก็ถือว่าเป็นหนึ่งในประเทศที่น่าสนใจ นอกจากจะเป็นประเทศที่มีโรงเรียน และมหาวิทยาลัยระดับโลกอยู่มากมาย สหราชอาณาจักร (United Kingdom) หรือที่เราขอมุ่งไปที่ ประเทศอังกฤษ (England) เป็นหนึ่งในประเทศที่รุ่มรวยไปด้วยประวัติศาสตร์ และวัฒนธรรมที่เก่าแก่ ทรงอิทธิพลไปทั่วโลก พร้อมด้วยสถานที่ท่องเที่ยวชื่อดังที่ใครๆ ก็รู้จัก และยังเป็นประเทศต้นกำเนิดของภาษาอังกฤษ ที่เราจะได้เรียนรู้และเพิ่มทักษะการใช้ภาษาอังกฤษกับเจ้าของภาษาแบบถึงถิ่น ซึ่งตอบโจทย์คนที่อยากจะฝึกและพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษ ควบคู่ไปกับการเรียนวิชาการอีกด้วย แต่ก่อนจะตัดสินใจ เรามาทำความเข้าใจระบบการศึกษาของประเทศอังกฤษกันแบบคร่าวๆ เพื่อเราจะได้เป็นข้อมูลก่อนไปเรียนต่ออังกฤษ ได้แบบที่เข้าใจมากขึ้น

ระบบการศึกษาของประเทศอังกฤษ (English’s Education System)

ระบบการศึกษาของอังกฤษ จะแบ่งหลักๆ ได้ 5 ระดับ ดังนี้

1. ระดับปฐมวัยศึกษา (Early Year Education)

อยู่ในช่วงอายุ 3-5 ปี จัดอยู่ใน ช่วงอนุบาล-เด็กเล็ก เน้นการเรียน ผ่านการเล่น การสำรวจ เพื่อส่งเสริมทักษะการเข้าสังคม และการพัฒนาความคิดสร้างสรรค์
2. ระดับประถมศึกษา (Primary Education)

อยู่ในช่วงอายุ 5 - 11 ปี และแบ่งเป็น 2 ระดับ คือ Key Stage 1 (ชั้นเรียนที่ 1-2) และ Key Stage 2 (ชั้นเรียนที่ 3-6) ซึ่งมุ่งเน้นวิชาหลัก เช่น ภาษาอังกฤษ คณิตศาสตร์ และวิทยาศาสตร์ รวมถึงวิชาพื้นฐาน เช่น ประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ และศิลปะ และจะมีการสอบ Standard Assessment Test (SATs) ช่วงปลาย Key Stage 2 เพื่อประเมินผลการเรียนของนักเรียนเข้าสู่ระดับต่อไป
3. ระดับมัธยมศึกษา (Secondary Education)

จะอยู่ในช่วงอายุ 11-16 ปี และแบ่งเป็น 2 ระดับ คือ Key Stage 3 (ชั้นเรียนที่ 7-9) และ Key Stage 4 (ชั้นเรียนที่ 10-11) เมื่อนักเรียนมีอายุ 16 ปี หรือจบ Stage 4 (ชั้นเรียนที่ 11) จะมีการสอบ General Certificate of Secondary Education (GSCE) เพื่อประเมินวัดระดับสู่เพื่อเลื่อนสู่ระดับการศึกษาต่อไป
4. ระดับการศึกษาต่อเนื่อง (Further Education)

อยู่ในช่วงอายุ 16-18 ปี ในระดับนี้ นักเรียนสามารถเลือกที่จะเรียนต่อในหลักสูตร A-Level ซึ่งเนื้อหาหลักสูตรจะมุ่งเน้นเพื่อศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษา (Higher Education) ต่อไป หรือเลือกเรียนต่อใน หลักสูตรสายอาชีพ (Vocational Courses) เช่น Business and Technology Education Council (BTEC) หรือ National Vocational Qualification (NVQ) เพื่อฝึกทักษะสายอาชีพ และยังสามารถเรียนต่อในระดับอุดมศึกษาต่อไปได้อีกด้วย
5. ระดับอุดมศึกษา (Higher Education)

อยู่ในช่วงอายุ 18 ปีขึ้นไป ซึ่งการแบ่งหลักสูตรหลักๆ ดังนี้
  • Undergraduate Courses จะครอบคลุมถึง ระดับอนุปริญญา(Foundation Degree) หรือระดับปูพื้นฐานเพื่อเรียนต่อระดับปริญญาตรี ส่วนใหญ่ใช้เวลา 1-2 ปี ระดับ ปริญญาตรี (ฺBachelor’s Degree) โดยทั่วไปหลักสูตรจะใช้เวลาเรียน 3 ปี แต่บางสาขาวิชาจะใช้ระยะเวลามากกว่า 3 ปี เช่น วิศวกรรมศาสตร์ และแพทยศาสตร์ เป็นต้น
  • Postgraduate Courses จะครอบคลุมถึง ระดับปริญญาโท (Master’s Degree) และ ระดับปริญญาเอก (Doctorate, PhD) โดยแต่ละหลักสูตรจะมีการเรียนการสอนที่ต่างกันไป อาทิเช่น หลักสูตรเน้นการเรียน (Taught Courses), หลักสูตรเน้นการทำวิจัย (Research Courses) หลักสูตรออกแบบเฉพาะสำหรับนักศึกษาปริญญาเอก (Professional Doctorates)

เรียนต่อสิงคโปร์ (Singapore)

การไปเรียนต่อสิงคโปร์ จัดว่าเป็นอีกหนึ่งตัวเลือกสำหรับคนที่ไม่ต้องการปรับตัวเยอะ เพราะนอกจากจะอยู่ไม่ห่างจากประเทศไทยแล้ว อาหารการกินก็ยังมีความคล้ายคลึงกัน รวมถึงสภาพอากาศที่คล้ายคลึงกับประเทศไทย ทำให้ไม่ต้องกังวลเรื่องอากาศหนาวเย็นแบบประเทศในฝั่งตะวันตก แถมสิงคโปร์ยังเป็นประเทศที่สื่อสารกันหลายภาษา ทั้งภาษาอังกฤษ จีน และมาเลย์ สำหรับใครที่อยากจะฝึกภาษาอื่นๆ นอกจากภาษาอังกฤษ และไม่ต้องปรับตัวจากประเทศไทยมากนัก การเรียนต่อสิงคโปร์ ก็เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจไม่น้อยเลย

ระบบการศึกษาของประเทศสิงคโปร์ (Singapore’s Education System)

การศึกษาของประเทศสิงคโปร์นั้นจะมีทั้งหมด 5 ระดับด้วยกัน ได้แก่

1. ระดับก่อนวัยเรียน (Pre-School Education)

หรือระดับอนุบาล อยู่ในช่วงอายุ 3-6 ปี
2. ระดับประถมศึกษา (Primary Education)

อยู่ในช่วงอายุ 7-12 ปี เป็นหลักสูตรภาคบังคับ 6 ปี แบ่งเป็น ระดับประถมต้น (ปี 1-4) และ ระดับประถมปลาย (ปี 5-6) เมื่ออยู่ระดับประถมปลาย นักเรียนจะมีการสอบวัดประเมินผล หรือที่เรียกว่า Primary School Leaving Examination (PSLE) เพื่อเข้าศึกษาต่อในระดับต่อไป
3. ระดับมัธยมศึกษา (Secondary Education)

อยู่ในช่วงอายุ 13-16/17 ปี นักเรียนในระดับนี้จะมีการเตรียมพร้อมในการสอบวัดผล GCE (General Certificate of Education) แบ่งแผนการเรียนย่อยได้ 2 สาย ตามความถนัดและระดับผลการสอบ PSLE ของนักเรียน ได้แก่
  • แผนการเรียนแบบปกติ (Normal Course): หลักสูตร 5 ปี แบ่งการเรียนเป็น 2 สายหลักๆ ได้แก่การเรียนสายวิชาการ (Academic) และสายเทคนิคศึกษา (Technical) โดยเมื่อเรียนถึงปีที่ 4 แล้ว นักเรียนจะต้องทำการสอบ GCE “N” Level เพื่อเรียนต่อในชั้นปีที่ 5 และเตรียมสอบ GCE “O” Level เพื่อศึกษาต่อในระดับเตรียมอุดมศึกษา หรือหากสอบไม่ผ่าน ก็จะสามารถเข้าศึกษาต่อในระดับโพลีเทคนิคได้
  • แผนการเรียนแบบปกติ (Normal Course): หลักสูตร 5 ปี แบ่งการเรียนเป็น 2 สายหลักๆ ได้แก่การเรียนสายวิชาการ (Academic) และสายเทคนิคศึกษา (Technical) โดยเมื่อเรียนถึงปีที่ 4 แล้ว นักเรียนจะต้องทำการสอบ GCE “N” Level เพื่อเรียนต่อในชั้นปีที่ 5 และเตรียมสอบ GCE “O” Level เพื่อศึกษาต่อในระดับเตรียมอุดมศึกษา หรือหากสอบไม่ผ่าน ก็จะสามารถเข้าศึกษาต่อในระดับโพลีเทคนิคได้
4. ระดับการศึกษาต่อเนื่อง (Further Education)

มี 3 หลักสูตรหลักๆ ได้แก่
  • เตรียมอุดมศึกษา (Junior College): หลักสูตร 2 ปี สำหรับการศึกษาเข้าเรียนต่อมหาวิทยาลัย โดยนักเรียนที่เรียนหลักสูตรนี้จะต้องเข้าสอบ GCE “A” Level ในปีสุดท้ายเพื่อเข้าศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษา
  • วิทยาลัยโพลีเทคนิค (Polytechnic): หลักสูตร 3 ปี สำหรับการศึกษาด้านอาชีวะศึกษา และเมื่อสำเร็จการศึกษาก็จะสามารถเข้าศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษาได้เช่นกัน
  • สถาบันศึกษาด้านเทคนิค (Institute of Technical Education): หรือที่เรียกว่า ITE เป็นสถาบันการศึกษาสำหรับฝึกความรู้และพัฒนาทักษะฝีมือแรงงานด้านเทคโนโลยีและงานอุตสาหกรรม มีหลักสูตรที่หลากหลายตามแต่สาขาอาชีพ หลักสูตรส่วนใหญ่มีระยะเวลาประมาณ 2-3 ปี
5. ระดับอุดมศึกษา (Higher Education)

แบ่งหลักๆ ได้ 3 หลักสูตร ได้แก่
  • ระดับปริญญาตรี (Bachelor’s degree): ระยะเวลา 3-5 ปี
  • ระดับปริญญาโท (Master’s degree): ระยะเวลา 1 ปี
  • ระดับปริญญาเอก (PhD/Doctorate): ระยะเวลา 2-5 ปี

ความน่าสนใจของการศึกษาภาคบังคับสิงคโปร คือ การให้นักเรียนเรียนรู้ภาษา 2 ภาษาพร้อมกัน คือ ภาษาอังกฤษ และภาษาแม่อีกหนึ่งภาษา ได้แก่ ภาษาจีน, มลายู หรือทมิฬ ทำให้ชาวสิงคโปรนั้นสามารถสื่อสารได้ทั้งภาษาอังกฤษและภาษาอื่นๆ อย่างคล่องแคล่ว

การไปเรียนต่อต่างประเทศนั้นมีข้อดีที่มากกว่าแค่การไปเรียนหนังสือหรือหาความรู้ แต่ยังเป็นการเปิดประสบการณ์ใหม่ๆ ที่ไม่เคยได้สัมผัส ได้เรียนรู้การใช้ชีวิตในต่างแดนและพบปะสร้างสัมพันธ์กับเพื่อนใหม่ๆ จากแต่ละมุมโลก ที่จะทำให้เราได้เปิดหูเปิดตา และเป็นโอกาสที่ดีในการใช้ภาษาอังกฤษได้อย่างเต็มที่ด้วย

parallax background

หากต้องการคำปรึกษาเพิ่มเติมเกี่ยวกับการเรียนต่อภาษาอังกฤษ

สามารถติดต่อ S&K International Education

เรายินดีให้คำแนะนำการเลือกประเทศ หลักสูตร และสถาบันที่เหมาะกับคุณ พร้อมดูแลตั้งแต่เริ่มต้นจนจบกระบวนการ

 ปรึกษาฟรี! ไม่มีค่าใช้จ่าย

ติดต่อ โทร.: (66)2-464-5177(66)81-816-6606 หรือ (66)89-799-0093

NEWS UPDATE

February 19, 2025

Study Tour in Australia 2025

วัตถุประสงค์ การพัฒนาภาษาได้ดีที่สุดวิธีหนึ่ง คือ การฝึกใช้ภาษาผ่านการใช้ชีวิตประจำวัน ทาง S&K ได้เล็งเห็นถึงข้อนี้ จึงได้จัดโครงการเรียนภาษาภาคฤดูร้อน ในประเทศออสเตรเลีย ( […]
January 6, 2025

เรียนต่อภาษาอังกฤษที่ไหนดี แนะนำ 5 ประเทศยอดนิยมสำหรับฝึกสกิลภาษา

คำว่า “เรียนต่อ” ภาษาอังกฤษพูดว่า Study Abroad และการเรียนต่างประเทศเพื่อพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษถือเป็นสิ่งที่หลายคนสนใจ และยังเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าสำหรับอนาคต เพราะนอกจากจะได้พัฒนาทักษะและศักยภาพทางภาษาอย่างก้าวกระโดดแล้ว ยังได้เจอกับเพื่อนชาวต่างชาติ และประสบการณ์การใช้ชีวิตในต่างแดนที่ไม่สามารถหาได้จากการเรียนในประเทศ […]
July 25, 2024

สรุปการเปลี่ยนแปลงกฏต่างๆในการยื่นวีซ่านักเรียน (Subclass 500) ในปี 2024 นี้

อัปเดต 1 กรกฎาคม 2024: นโยบายการย้ายถิ่นของรัฐบาลออสเตรเลีย รัฐบาลออสเตรเลียได้เปิดตัวนโยบายการย้ายถิ่นไปเมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2023 นโยบายนี้มีเป้าหมายเพื่อเพิ่มความเข้มแข็งและคุณภาพของหลักสูตรการศึกษาสำหรับนักเรียนต่างชาติของออสเตรเลีย […]

โปรแกรมของเรา


ภาษาอังกฤษ (English)



ขณะที่ช่วยพัฒนาการอ่านออกเสียงและหลักไวยากรณ์ด้วยเช่นกัน หลักสูตรภาษาอังกฤษทั่วไปเป็น หลักสูตรที่เน้นทางด้านการใช้ภาอังกฤษในชีวิตประจำวัน เพื่อสร้างความมั่นใจในการใช้ภาษาอังกฤษ กับบุคคลทั่วไป หลักสูตรนี้แบ่งออกเป็น 6 ระดับ ได้แก่ Beginner, Elementary, Pre-Intermediate, Intermediate, Upper Intermediate, and Advanced level ระดับละ 10-15 สัปดาห์โดยหลักสูตรสอน ขณะที่ช่วยพัฒนาการอ่านออกเสียงและหลักไวยากรณ์ด้วยเช่นกัน หลักสูตรภาษาอังกฤษทั่วไป


ดูโรงเรียนภาษาอังกฤษทั้งหมด
parallax background

ศูนย์บริการแนะแนว

การศึกษาต่อต่างประเทศ

Professional International Education Agency

คำถามที่พบบ่อย

 

เกี่ยวกับเรา

อยากไปศึกษ่าต่อต่างประทศ ไม่รู้จะเริ่มตรงไหน เข้ามา S&K สิจ๊ะ เรามีรุ่นพี่ที่สำเร็จการศึกษาจริงๆ ประสบการณ์จริง คอยให้คำแนะนำ ล่วงลึกทุกประเด็น ไม่ว่าจะเริ่ม จากประถม มัธยม อุดมศึกษา วิทยาลัย มหาวิทยาลัย เราให้บริการครบวงจรตั้งแต่เลือกสถาบันชั้นนำที่เหมาะสมที่สุด ที่พัก แนะนำการเดินทาง การใช้ชีวิตประจำวัน การขอวีซ่า จัดหาตั๋วเครื่องบิน ตลอดจนการให้ความช่วยเหลือต่างๆตลอดระยะเวลาการศึกษาจนกระทั่งจบหลักสูตร

OUR STAFF

kitty@skeducation.com
skeducation@hotmail.com
Line ID: kitty_skeducation
puk@skeducation.com
skeducation_syd1@hotmail.com
Line ID: skeducation_syd1
kat_ch@skeducation.com
skeducation_syd2@hotmail.com
Line ID: kat_sk_syd2
kik@skeducation.com
skeducation_syd3@hotmail.com
Line ID: kik_sk_syd3
sasi@skeducation.com
skeducation_bkk3@hotmail.com
Line ID: sasi_sk_bkk3
milk@skeducation.com
skeducation_syd5@outlook.com
Line ID: milk_sk_syd5
beem@skeducation.com
skeducation_bkk4@hotmail.com
Line ID: bam_sk_bkk4
parallax background
  • 1
    เตยเรียนจบ Digital Art จาก มหาวิทยาลัยรังสิต ในปี 2014 ซึ่งในตอนนั้นเตยคิดถึงแต่เรื่องอยากสื่อสารภาษาอังกฤษได้ดี เพราะรู้ว่ามันจำเป็นสำหรับอนาคตการทำงานแน่ๆ เตยจึงตัดสินใจหาข้อมูลการไปเรียนภาษาที่ต่างประเทศ และก็ได้ พี่พี่ S&K ที่ให้คำแนะนำและดูแลเตยมาตลอด ปัจจุบันนี้ เตยกำลังศึกษาคอร์ส Cookery ที่สถาบัน Academia ที่เตยมาได้จนถึงทุกวันนี้ นอกจากความมานะ พยายามเรียนรู้ของตัวเองแล้ว การสนับสนุน และการให้ความช่วยเหลือก็เป็นสิ่งสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นคุณแม่ หรือ S&K ล้วนมีส่วนร่วมกับความสำเร็จในอนาคตที่เตยระลึกถึงและขอบคุณเสมอ และเตยก็หวังว่าจะได้ทำอาหารรสเลิศในนามของเชฟไทยให้ปรากฎแก่สายตาชาวโลกในอนาคตอันใกล้นี้
    Roonglada Kasemrut เตยค่ะ
    Academia
  • 1
  • Pee
  • karuna Photo
  • Pop_Phasikon
  • Sutthima Yukerd “Aize“
  • Tracey J. Murray
  • Jacob Logan